5 เรื่องที่ต้องระวังพลาด เมื่อลงทุนทำธุรกิจเครื่องสำอาง

  • Views: 865
1. พลาดโดนเอเจนซี่หลอก 
2. โดนพนักงานขายหลอกฟัน 
3. โดนหุ้นส่วนหลอก 
4. โดนความคิดตัวเองหลอก
 5. โดนตลาดหลอก

5 เรื่องที่ต้องระวังพลาด เมื่อลงทุนทำธุรกิจเครื่องสำอาง

วันนี้พอมีเวลาเขียนยาว จะเล่าให้ละเอียด

จากประสบการณ์ที่เคยอยู่ในธุรกิจเครื่องสำอางมาตั้งแต่เริ่มต้น

จนตอนนี้ธุรกิจที่ผมทำเริ่มขยับขยายไปทำตลาดในหลายประเทศแล้ว

จากที่เครื่องสำอาง เป็นธุรกิจฮิตติดดาวมาหลายปี

เดี่ยวนี้ใครอยู่ในธุรกิจอะไร ก็กระโดดมาทำครีม ทำเซรั่มขายกันถ้วนหน้า

นี่วันนี้ขนาดอาจารย์ที่เป็นโปรแกรมเมอร์ตัวท็อป

ยังมานั่งคุยอยากทำครีมไปขายต่างจังหวัด

ไม่นับเด็กๆนักเรียน นักศึกษา หรือพนักงานอ็อฟฟิศ

ที่เรียงคิวติดต่อกันเข้ามา อยากจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง

ในความสำเร็จ ที่เห็นๆออกรายการอายุน้อยหลายร้อยล้าน

ขายดีขึ้นรับโล่ห์บนเวทีกันให้พรึบ

ก็ยังมีความผิดพลาด มีความแอบพังกันไปหลายราย

แต่แค่ไม่มีใคร เคยเอามาเหลาให้ฟังไงหละ

เพราะถ้าทำธุรกิจแล้วเจ๊ง คงไม่ค่อยมีใครอยากจะอวดสักเท่าไหร่

อ่านไม่ผิดครับ ขึ้นชื่อว่าการทำธุรกิจ

ก็มีการลงทุน มีความเสี่ยงที่อาจจะขึ้นได้เสมอ

แต่เรื่องพลาดๆ ที่วันนี้จะเอามาแฉจากวงใน

รู้ไว้จะได้ไม่โดนฟันหัวแบะ มีทั้งหมด 5 เรื่องตามนี้ครับ

1. พลาดโดนเอเจนซี่หลอก หลอกยังงัยหนะหรอ

เอเจนซี่ก็คือตัวกลาง มีฐานลูกค้าจากการรับจ้าง

งานบริการต่างๆที่อยู่ในวงการเครื่องสำอาง

บางครั้งทำหน้าที่ในการหาลูกค้าส่งเข้าโรงงานแล้วกินค่าคอมมิชชั่น

กรณีแบบนี้ไม่น่ากลัว ถ้าสมมติว่าจริงใจและบอกลูกค้ากันตรงๆ

แต่ก็มีบริษัทหลายที่ ย้ำว่าหลายที่ในประเทศ

ที่ไม่ใช่โรงงาน แต่แอบอ้างว่าเป็นโรงงาน

แอบใช้รูปโรงงานอื่น หรือภาพจากอินเตอร์เน็ต

แล้วรับจ้างผลิต โดยทำการรับซื้อมาจากอีกโรงงาน

แล้วบวกราคาอีกคูณสามสี่ห้า หรือมากกว่านั้น

ถ้าลูกค้าดูเว็บดูเพจแล้วหลงเชื่อ ก็อาจจะโดนฟันจากตรงนี้แหละครับ

กรณีแบบนี้มันมีปัญหายังงัย

หนึ่งคือราคาสรรพคุณสินค้า อาจไม่เป็นธรรมกับผู้ซื้อครับ

แถมงานซื้อมาขายไปในลักษณะนี้

เค้าพยายามดันของที่มีอยู่ในสต็อคออก

หรือมักจะผลักของใกล้หมดอายุไปให้ลูกค้า

ถ้าไม่อยากทำงานกับโรงงานที่ไม่ใช่โรงงานจริงๆ

ตรวจสอบได้จากการขอดูเอกสารต่อไปนี้ครับ

Certificate of Manufacturer

หรือพวกการรับรองมาตรฐานต่างๆอย่าง

ISO9001 ISO22716 หรือ Halal Certificate ก็ได้

ให้มั่นใจว่ามีสถานที่ที่ผลิตสินค้าให้เราได้จริงๆ

2. โดนพนักงานขายหลอกฟัน

โดยรูปแบบของงานขายแล้ว

โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีการกดฐานเงินเดือนเซลล์ให้ต่ำ

เพื่อกำหนดเป้า ให้พนักงานขายวิ่งตามยอด

วิธีการที่จะทำให้เซลล์หรือพนักงานขาย

อยู่รอดโดยไม่ต้องรอค่าคอมมิชชั่น

คือการเอาสินค้าบริษัทมาขายในราคาพรีเมี่ยม

พร้อมบรรยายสรรพคุณ

แบบที่ทาแล้วแก้ปัญหาได้ลึกถึงพันธุกรรม

มีกรณีที่พี่ที่รู้จักคนนึงครับ ถูกพนักงานหลอกขายครีมทาหน้า

ในราคากิโลกรัมละ 50,000 บาท

ในขณะที่ราคาสินค้าที่บริษัทแสดงไว้ในหน้าเว็บอยู่ที่

ราคากิโลกรัมละ  5,000 บาท อัพกันไป 10 เท่าครับ

ผมยังถามกลับไปอยู่เลยว่าพี่ถูกสะกดจิตหรอ

ถึงได้ซื้อครีมกิโลละห้าหมื่นบาทได้

วิธีการง่ายๆที่จะไม่โดนแหกตา แล้วโดนตีหัวแบะ

ให้ขอเอกสารที่เป็นใบเสนอราคาที่ออกและถูกเซ็นต์กำกับ

จากผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทครับ เช่น ระดับหัวหน้างาน

หรือเอาให้ชัวร์ ก็เข้าไปคุยกันที่สำนักงานขายเลยครับ

ที่สำคัญโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทเท่านั้นครับ ไม่ใช่บัญชีพนักงานขาย

3. โดนหุ้นส่วนหลอก แนวว่าชวนลงทุน

ชวนมาหุ้นทำด้วยกัน การทำธุรกิจแบบที่มีหุ้นส่วนจำนวนมาก

หากบริหารจัดการไม่ดี ก็จะมีปัญหา

ขายๆกันไปสักพัก ก็อาจจะมีเริ่มแตกหักกันไปบ้างครับ

ส่วนใหญ่ก็เพราะแนวทางในการทำงานที่ไม่ตรงกัน (ตอบแบบดารา)

แต่ถ้าเป็นแนวน่ากลัวก็คือการลงทุนที่ถูกหลอกเข้ามาเป็นหุ้นส่วนครับ

ตัวอย่างเช่น ใช้วิธีเข้ามาติดต่อกับโรงงานขอราคาที่

กิโลกรัมละ 3,000 บาท แต่แจ้งราคาในกลุ่มหุ้นส่วนว่า 6,000 บาท

แล้วกินส่วนต่าง หากสั่งครีมกันที่ 100 กก.

เท่ากับว่าจะมีส่วนต่างเกิดขึ้น 300,000 บาทนั่งเอง

กลลวงก็คือการขอเอกสารวางบิลจากบริษัทผู้ผลิต 2 ชุด
ชุดที่ 1 คือใบวางบิลตามราคาจริงที่ตกลงกับโรงงาน เก็บไว้เอง
ชุดที่ 2 คือใบวางบิลตามราคาตกลงเพื่อหลอกหุ้นส่วน

กรณีแบบนี้ผมมองว่าน่าจะเข้าข่ายยักยอกทรัพย์

มีความผิดทางกฏหมายนะครับ

ป้องกันได้โดยการซื้อขายด้วยการออกใบกำกับภาษีครับ

และก่อนการลงทุนแนะนำว่า จะทำธุรกิจกับใคร

ดูกันยาวๆให้มั่นใจว่าจะไปกันได้ก่อนนะครับ

4. โดนความคิดตัวเองหลอก

โดยความอคติหรือลำเอง (Bias)

น่ากลัวกว่าใครในโลก ก็ตัวเราเองนี่แหละครับ

การทำธุรกิจแบบที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง

ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นข้อดีเสมอไปครับ

เพราะเก่งแค่ไหน ใครก็พลาดได้

เครื่องสำอางเป็นสินค้าที่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจเพื่อเลือกซื้อ

แต่การทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ต้องใช้เหตุผลหรือกระบวนการคิด

เพื่อช่วยในการตัดสินใจ ให้ประสบความสำเร็จ

ฉะนั้นธุรกิจเครื่องสำอาง

คือสิ่งที่ต้องใช้ทั้งอารมณ์และเหตุผลในการบริหารครับ

หลายครั้งที่เราคิดเอง เออเอง ว่าตลาดกลุ่มเป้าหมายแบบนี้น่าจะดี

สินค้าตัวนี้น่าจะขายได้ เราใช้แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ

แต่พอทำสินค้าออกไปขายจริงก็แป้กครับ

ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าเราลืมคิดว่าไป ตัวเรา ผิวของเรา

เพียงคนเดียว ยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นตัวแทน

ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งหมด

วิธีที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้สินค้า ก่อนที่จะออกสินค้าสู่ตลาด

สามารถเริ่มจากการทำงานวิจัยตลาดครับ

แต่ถ้างบไม่เยอะ ก็ป้องกันความผิดพลาดต่างๆได้ดังนี้

ทำแบบสอบถามกับกลุ่มตลาดเป้าหมายเพื่อให้ทราบพฤติกรรมผู้บริโภค

ถ้าอยากมั่นใจว่าสินค้าไม่มีปัญหา

สามารถทดสอบทางคลินิค (Clinical Test)

โดยใช้หน่วยงานภายนอกที่ไม่ใข่โรงงาน

เช่นการทดการระคายเคือง หรือผลลัพธ์ในด้านต่างๆ

ซึ่งการทดสอบนี้จะมีแพทย์ผิวหนังเซ็นต์รับรองครับ

 5. โดนตลาดหลอก

รูปแบบการทำธุรกิจเครื่องสำอางในกลุ่ม Local Brand

เจ้าของแบรนด์รายใหม่ๆ มักจะหลงเชื่อความเป็นไปในตลาด

รวมไปถึงยังถูก Influencer บางรายที่ไม่ได้มีความรู้จริงชักจูง

แบรนด์ที่โปรโมทแล้วดัง เป็นที่รู้จัก ไม่ได้แแปลว่าขายดีเสมอไป

การรับรู้ที่เกิดขึ้น เกิดจากเม็ดเงินโฆษณา

ทำให้หลายๆคนที่เพิ่งเริ่มลงทุน อยากจะทำสินค้าแบบเดียวกัน

หรือก็อปให้ดีกว่า ทาแล้วให้ขาวออร่าได้แบบกระดาษ A4

สารสกัดที่มีชื่อเสียงจากแบรนด์ที่ขายดี

ก็มักจะถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย

ชนิดที่หยิบสินค้ากล่องไหนขึ่นมา ก็มีตัวนี้ใส่อยู่แน่นอน

เพราะรูปแบบตลาดสารสกัดในประเทศไทย

เค้าจะมีตัวแทนที่รับวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศ

แล้ววิ่งขาย เข้าไปทุกโรงงาน ตัวไหนขายดีก็ซื้อกันทุกโรงงานแหละครับ

การสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์และสินค้า

เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เพื่อให้เรามีความสามารถในการแข่งขัน

เพื่อป้องกันไม่ให้วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของเราสั้นจุ๊ดจู๋

อารมณ์ว่าทำแบรนด์มาขายดีแค่ 6 เดือน

แบรนด์เครื่องสำอางแตกต่างได้ด้วย

การวางแผนคอนเซ็ปของผลิตภัณฑ์

ตั้งแต่การเลือก เบส (Base) สารสกัด (Active Ingredient)

สี (Color) กลิ่น (Fragrance) และสารกันเสีย (Preservative)

รูปแบบการใช้สินค้าที่แปลกใหม่ การออกแบบบรรจุภัณฑ์

และรวมไปถึงช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ เป็นต้น

เครื่องสำอางเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นทุกปีครับ

ทำให้หลายๆคนกระโดดเข้ามาในตลาดเดียวกัน

5 เรื่องที่เล่ามาวันนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงครับ

ศึกษาไว้ก่อน ยังงัยก็ไม่พลาดครับ

หากใครมีข้อสงสัยสามารถ Inbox ส่งถามได้นะครับ

– วุฒิพงษ์ ผาณิตเศรษฐกร –
Cosmetics Business Idea
ที่ปรึกษาธุรกิจเครื่องสำอาง